ไกลกว่าตาที่มองไม่เห็น เก็บมาฝากจาก “ความฝันโง่ ๆ” โดยวินทร์ เลียววาริณ

“ไกลกว่าตาที่มองไม่เห็น” เป็นบทความหนึ่งที่ผมได้อ่านจากหนังสือ “ความฝันโง่ ๆ” ของวินทร์ เลียววาริณ พออ่านจบก็รู้สึกว่าอยากบอกต่อ เพราะบทความนี้เขียนถึงเรื่องราวของชายตาบอดคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องคิดว่าเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน นั่นคือการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาธรรมดาผมว่ายากแล้วแต่นี่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ขนาดคนธรรมดาครบสามสิบสองหลายคนยังทำไม่ได้เลย แต่เขาทำได้ครับ ชายตาบอดคนนี้มีชื่อว่า แอริค วีเลนเมเยอร์ (Erik Weihenmayer) ขอเชิญอ่านและหาข้อมูลเพิ่มเติมจากกูลเกิลกันดูนะครับ

…แล้วเราจะมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเลยว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” จริง ๆ

*********

แอริค วีเลนไมเยอร์ อุ้มลูกสาวอายุเก้าเดือน ชื่อเอ็มมา เขาพยายามนึกภาพหน้าตาเด็กน้อยว่าเป็นอย่างไร เขานึกไม่ออก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าใบหน้าของเขาตอนเป็นผู้ใหญ่และของภรรยาเป็นอย่างไร

แอริค วีเลนไมเยอร์ เป็นคนตาบอด

ส่งลูกสาวต่อให้ภรรยาอุ้ม หลังจากนั้นชายตาบอดก็ออกเดินทางไปปีนเขาที่สูงที่สุดในโลก

แอริค วีเลนไมเยอร์ เกิดมาพร้อมโรค Retinoschisis โรคทางพันธุกรรมหายากที่ทำให้เขาตาบอดตอนอายุสิบสาม พ่อของเขารู้ดีว่าลูกชายไม่มีวันหนีพ้นสภาพตาบอดแน่นอน และเตรียมตัวรับมือมันเนิ่นๆ พ่อว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณทำคือการเลี้ยงเด็กตาบอดแบบไข่ในหิน” ดังนั้นพ่อจึงส่งเสริมให้เขากล้าลองสิ่งใหม่ๆ ยากๆ กล้าเสี่ยงในสิ่งที่พอรับมือได้

ก่อนอายุสิบสาม ภาพรอบตัวของเขาเริ่มหายไปทีละสิ่ง ทางเดิน ตัวหนังสือ ทุกอย่างค่อยๆ เลือนหายไป วันหนึ่งเขาเดินตกลงไปในหนองน้ำ และรู้ตัวว่าเขากลายเป็นคนตาบอดแล้ว

แอริคไม่มีทางเลือกนอกจากจะเริ่มเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเป็นคนตาบอด แทนที่จะครุ่นคิดในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ เขาหันไปเพ่งกับสิ่งที่เขาทำได้ แม้ชีวิตจะไม่มีวันเหมือนเดิม แต่ทัศนคติที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นการผจญภัยอีกครั้งเป็นสิ่งที่เขาต้องมีก่อนที่จะดำเนิน ชีวิตต่อไปได้ เขาเลือกทาง ‘น้ำเต็มครึ่งแก้ว’ แทนที่จะเป็น ‘น้ำพร่องครึ่งแก้ว’

แอริคเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาเองว่า “พ่อเป็นไม้กวาดที่กวาดเขาออกมาสู่โลกกว้าง แม่เป็นที่โกย เก็บชิ้นส่วนต่างๆ ที่แตกร้าวและประกอบพวกมันเข้าด้วยกันอีกครั้ง”

หลังแม่ตาย ทั้งครอบครัวไปเดินป่าในเปรู แอริคเดินป่าระยะทาง 27 ไมล์โดยใช้ไม้เท้า และติดใจการผจญภัยในป่าแต่นั้นมา ต่อมาพวกเขาก็เดินท่องสเปน ปากีสถาน ปาปัว นิวกินี การเดินป่าด้วยกันเป็นทางหนึ่งที่ช่วยยึดครอบครัวที่ไม่มีแม่เข้าด้วยกัน

พวกเขาเดินทางไปกันสิบคน

ความจริงการป่ายปีนขึ้นเอเวอเรสต์ครั้งนี้เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม องค์กรสหพันธ์คนตาบอดแห่งชาติอยากจะประชาสัมพันธ์ให้คนในประเทศรู้ว่า 70% ของคนตาบอดในอเมริกาว่างงาน แอริคเข้าใจความขมขื่นและอุปสรรคของคนตาบอด จึงยินดีเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ แต่บางทีเขาอาจพิสูจน์ว่ากำลังใจมนุษย์อยู่เหนือความทุพพลภาพ

แอริค วีเลนไมเยอร์ ยืนอยู่ระหว่างกลางแผ่นดินกับสวรรค์ เขามองไม่เห็นอะไร แต่สัมผัสความเวิ้งว้าง ความเย็นเยือกของอากาศรอบตัว และเสียงแห่งภูผา เขานึกสงสัยว่าเอ็มมากำลังทำอะไรอยู่ เธอโตขึ้นมากแค่ไหน? กำลังคลานหรือเริ่มหัดเดินแล้ว?

เขานึกถึงอุปสรรคมากมายที่เขาฟันฝ่ากว่าจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ และมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไป

หลายคนถามเขา “ทำไมถึงปีนเขาในเมื่อคุณมองไม่เห็นอะไรเลย?” เขาบอกว่า “คุณไม่ปีนเขาเพื่อดูวิว ไม่มีใครทรมานตัวเองบากบั่นปานนี้เพื่อขึ้นไปดูวิว ความสวยงามที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่ข้างๆ ภูเขา ไม่ใช่บนยอด”

เขาเคยดิ่งพสุธาเดี่ยวมากว่าห้าสิบครั้ง เคยเป็นนักมวยปล้ำ วิ่งมาราธอน เป็นนักสกี นักดำน้ำ แต่คนตาบอดที่ปีนภูเขาที่สูงที่สุดในโลก? มันเป็นเรื่องตลก หลายคนว่าเป็นความบ้า ความโง่เง่าที่สุด

หลายคนเห็นว่าเป็นความบ้าที่ปีนเอเวอเรสต์ ภูเขาที่นักปีนเขาตาดีจำนวนมากทิ้งชีวิตไว้ แอริครู้ และมันกลับทำให้เขาระวังตัวมากขึ้น ความฝันที่ไม่ใช้สมองเลยอาจเป็นความโง่ แต่คนฉลาดคือคนที่กล้าฝัน และคิดหาหนทางทำให้ฝันเป็นจริงได้อย่างรอบคอบ อย่างที่ภรรยาของเขาเคยบอก “การปีนเขาเป็นเกมของจิตใจมากกว่ากายภาพ”

นานหลายปีก่อนขึ้นเอเวอเรสต์ เขาเริ่มจากวิ่งขึ้นบันไดตึกสูงห้าสิบชั้นโดยแบกเป้หนัก 70 ปอนด์ที่หลัง เขาฝึกฝนอย่างหนักหน่วง หลังจากนั้นก็ไต่เขาทีละลูก ภูเขาแม็คคินลีย์ที่อลาสกา ภูเขาอคอนคากัวที่อาร์เจนตินา ภูเขาวินสันที่แอนตาร์คติกา ภูเขาคิลิมันจาโรที่แทนซาเนีย

อันตรายของการไต่ภูเขาแม็คคินลีย์คือพื้นหิมะบางที่บดบังหล่มลึกเบื้องล่าง ชายตาบอดใช้ไม้จิ้มหาความหนาของหิมะก่อนก้าวไปข้างหน้า เรียนรู้การสร้างถ้ำจากหิมะ ให้นักปีนเขาที่เดินหน้าเขาแขวนกระดิ่งขนาดเล็ก ทำให้เขาสามารถตามทางไปได้โดยไม่พลาด ไม้เท้านี้ยังช่วย ‘มอง’ รอยเท้าที่นักเดินเขาก่อนหน้าเขาทิ้งไว้

สันเขาที่แคบที่สุดของภูเขาแม็คคินลีย์กว้างเพียงไม่กี่ฟุต ด้านหนึ่งเป็นเหวลึกหนึ่งพันฟุต อีกด้านหนึ่งเป็นเหวลึกเก้าพันฟุต การเดินทางสำหรับคนตาดีนับว่ายาก มิพักเอ่ยถึงคนตาบอด การก้าวผิดพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงความตาย แอริคผ่านด่านนั้นมาได้ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น

ทัศนคติของเขาต่อการปีนเขาไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แอริคบอกว่า “คุณไม่เอาชนะภูเขา คุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน คุณปีนป่ายขึ้นไปเงียบๆ เมื่อมันหลับไหล ถ้าคุณไม่ยอมรับและทำตามกติกา คุณจะถูกมันบดขยี้ ผมชอบความคิดนี้ ผมชอบที่จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่แปลกแยกจากมัน”

แอริค เขียนในหนังสือ Touch the Top of the World ท่อนหนึ่งว่า “ในช่วงปี 1920 เมื่อถูกถามว่า ‘ทำไมคุณต้องการปีนเขาเอเวอเรสต์?’ จอร์จ มัลเลอรี ตอบว่า ‘ก็เพราะว่ามันอยู่ที่นั่น’ เขาพูดถึงเพียงครึ่งเดียวที่ไม่สำคัญของสมการ อีกครึ่งที่เขาไม่ได้พูดถึงคือ เราอยู่ที่นี่ การดิ้นรนบากบั่นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ สร้างฝังในยีนของเรา

วันที่ 25 พฤษภาคม 2001 แอริค วีเลนไมเยอร์ เป็นคนตาบอดคนแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ก้าวขึ้นไปถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

แอริค วีเลนไมเยอร์ แสดงให้เราเห็นว่า ไม่มีอะไรในโลกที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ

แต่ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ชัยชนะ หากคือความเข้าใจโลกที่เกิดมาจากการเดินทาง ระหว่างการไต่ขึ้นที่สูง แอริคพยายามจินตนาการภาพจากการบรรยายของเพื่อนร่วมทาง ภาพภูเขาในยามอาทิตย์ตก ภาพหิมะบนยอดเขาที่ถูกลมพัด ฯลฯ การเดินทางกับคนตาบอดทำให้เพื่อนนักไต่เขาซาบซึ้งกับนัยน์ตาที่พวกเขามีและ ไม่เคยสนใจ คุณค่าของชีวิตอยู่ไกลกว่าที่ตามองเห็น

อีกครั้ง แอริค วีเลนไมเยอร์ อุ้มลูกสาวในอ้อมอก

เขาพยายามนึกภาพว่าหน้าตาเด็กน้อยเป็นอย่างไร ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความคิด เพราะความงามของชีวิตอยู่ที่ข้างๆ ภูเขา ไม่ใช่บนยอด

ป.ล. ในวันที่ 5 กันยายน 2002 แอริค วีเลนไมเยอร์ ยืนอยู่บนยอดเขา Kosciusko ในออสเตรเลีย เป็นภูเขาสูงลูกที่เจ็ด ในที่สุดเขาก็ปืนป่ายเจ็ดยอดเขาแห่งเจ็ดทวีปสำเร็จ ทั่วโลกมีนักปีนเขาราวหนึ่งร้อยคนที่ทำเช่นนี้สำเร็จ

ขอบคุณ: หนังสือเสริมกำลังใจ ชุด 2 “ความฝันโง่  ๆ” โดยวินทร์ เลียววาริณ และ www.winbookclub.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *