ใช้ชีวิตอยู่ให้เหมือนวันสุดท้าย …อย่ากลัวที่จะทำ แต่จงภูมิใจที่ได้ทำ

…ในชีวิตผมครั้งหนึ่งเคยประสบกับปัญหาที่โอกาสในการแก้ไขได้แทบจะเป็นศูนย์ ปัญหามันเกิดจากการที่เราไม่กล้าที่ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ขั้นตอนของงานมันสมบูรณ์ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก และแล้วสิ่งที่เราคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” นั้นก็นำปัญหามาให้เราในที่สุด …ในวันที่ชีวิตมืดแปดด้าน คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ผมก็สัญญากับใจของตัวเอง กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือว่า “ถ้าเกิดผ่านพ้นปัญญหานี้ไปได้ …จะใช้ชีวิตอยู่ให้เหมือนวันสุดท้าย จะให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะไม่กลัว จะทำ ทำ ทำ และจะไม่ปล่อยให้โอกาสมันผ่านลยไป” …ปัญหาบางทีมันนึกจะง่ายก็ง่ายนะ ในที่สุดผมก็ผ่านปัญหาตรงจุดนั้นมาได้ หลังจากนั้นมาผมตั้งหน้าตั้งตาทำตามสัญญาที่ให้ไว้

…ในตอนที่เรากลัวจะเผชิญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเราทำอย่างไรกันบ้างครับ?

คำตอบแรก…หาข้ออ้างให้กับตนเอง หาเหตุผลร้อยแปดพันเก้า เพื่อจะหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสิ่ง ๆ นั้น เพื่อที่จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น
เคยกลัวการโทรไปขอโทษคนอื่นกันบ้างหรือเปล่าครับ เช่น เพื่อน คนในครอบครัว คนที่เคยสนิทกัน หรือลูกค้า เราทำอย่างไรกันบ้างครับ
เก้าโมงเช้ายกหูโทรศัพท์กำลังจะกดเบอร์ ทันใดนั้นต่อมความกลัวก็กระซิบว่า ตอนเช้าเขาเพิ่งตื่นนอนใหม่น่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดี รอโทรไปตอนพักเที่ยงดีกว่า
พักเที่ยงกำลังจะยกหู ก็มีข้ออ้างที่แสนจะเป็นเหตุเป็นผลผุดขึ้นมาในใจว่า ตอนเที่ยงเขาน่าจะกำลังทานข้าวอยู่ โทรอาจไปตอนนี้อาจเสียมารยาท ถ้าเกิดเขามีนัดสำคัญอยู่เราอาจซวยได้ รอโทรไปตอนบ่ายดีกว่า
บ่ายสองปุ๊บยกหูโทรศัพท์ ตั้งใจกดเบอร์เต็มที่ พอใกล้จะครบตัวสุดท้าย เสียง เอ๊ะ! ก็ดังขึ้นในสมอง ทำให้ต้องวางหูโทรศัพท์ก่อน แล้วก็มีประโยคตามมา …เขาเคยบอกเราว่าเขางานยุ่งช่วงบ่าย โทรไปตอนนี้ไม่ดีแน่ ไม่เอา ๆ โทรไปตอนเย็นดีกว่า
พอตกเย็นจะโทรไป กำลังจับหูโทรศัพท์ ต่อมข้ออ้างก็ทำงานอีกแล้ว …เขามีนัดสำคัญหรือเปล่าหว่า เขาต้องรีบไปรับลูกรับเมียหรือเปล่าหว่า เขากำลังขับรถอยู่หรือเปล่าหว่า เขากำลังอยู่กับแฟนหรือเปล่าหว่า …เขาคงไม่สะดวกคุย งั้นโทรไปวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
….
…วันต่อมาเพื่อน ๆ คงพอจะเดาได้นะครับว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ^^!

คำตอบที่สอง…หนีคือทางออก พวกที่สองจะหาข้ออ้างให้กับตัวเองเหมือนกัน แต่จะเป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวเองหนีจากจุดจุดนั้น เพื่อทำให้มองสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ มันเล็กน้อย มันไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ยังมีสิ่งที่ใหญ่กว่ารออยู่ แล้วเขาก็จะไม่ทำสิ่ง ๆ นั้น

คนที่หนี เขาจะหนีไปเรื่อย ๆ ครับ หนีไปตลอดชวิต แล้วสุดท้ายก็จนมุมด้วยข้อจำกัดของอายุขัย แล้วก็มานั่งเสียใจว่าที่ผ่านมาทำไมไม่เคยทำอะไร

เคยได้ยินเรื่องดาวหางฮัลเล่ห์กันไหมครับ
…ดาวหางฮัลเล่ห์เป็นดาวหางที่สวยมาก แต่กว่าจะมาเยือนโลกทีหนึ่งต้องรอรอบโคจรนานถึง 75 ปี
เปรียบเสมือนโอกาสในชีวิตของคนเรา โอกาสในบางสิ่งบางอย่างนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แทบจะไม่เกิดขึ้นอีก
คนที่ได้ดูดาวหางฮัลเล่ห์ถึงสองครั้งในหนึ่งช่วงชีวิตคนนั้นแทบจะไม่มีเลย ส่วนใหญ่จะได้ดูแค่ครั้งเดียว
ชีวิตคนเราก็เหมือนกันถ้าโอกาสผ่านเข้ามาแล้วไม่ไขว่คว้าไว้ ต้องรอนานเท่าไหร่กว่าจะมีโอกาสเป็นครั้งที่สอง…

…เคยต้องอ้อนวอนขอให้เวลาย้อนกลับหลังกันหรือเปล่าครับ มันเจ็บปวดมากแค่ไหน …เจ็บปวดจากสิ่งที่เราปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่ทำอะไร แล้ววันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เรากลับต้องการมัน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้อีกแล้ว

รู้มัยครับว่าชีวิตคนเรานั้นยาวนานซักแค่ไหน
…ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าทรงถามกับพระสาวกว่าชีวิตมนุษย์นั้นยืนยาวสักเพียงใด
สาวกรูปหนึ่งทูลตอบว่า 100 ปี
สาวกอีกรูปหนึ่งทูลตอบว่า 50 ปี
สาวกอีกรูปทูลตอบว่า 1 วันกับอีก 1 คืน
และแล้วสาวกรูปหนึ่งก็ทูลตอบว่า อายุคนเรานั้นยาวเพียงหนึ่งลมหายใจของเราเอง
พระพุทธองค์กล่าวกับสาวกรูปนั้นว่า ถูกต้องแล้ว

…ครับแค่เพียงหนึ่งลมหายใจ ไม่มีลมหายใจคือไม่มีชีวิต ไม่ว่าร่างกายจะแข็งแรงสุขภาพดีสักแค่ไหน เมื่อหมดลมหายใจ ก็คือหมดชีวิต …ไม่มีลมหายใจที่สองให้เราอีก

หนึ่งลมหายใจที่มีอยู่ตอนนี้ เราจะใช้มันอย่างไรลองไปคิดกันดูนะครับ

…ถ้าปีหน้า 2012 โลกแตกจริง มีอะไรที่เราอยากจะทำแต่ไม่เคยกล้าทำเสียที มีสิ่งไหนที่เรากำลังหนีมันอยู่ไม่กล้าสู้กับมันเสียที

…ถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้แค่สิ้นเดือนนี้เราจะทำอะไร

…ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเราจะทำอะไร

…ดูเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นกันหรือเปล่าครับ จากพลเมืองที่มีความสุข ใช้ชีวิตประจำวันปกติเหมือนเช่นทุก ๆ วัน แต่ใครจะคาดคิดละครับว่าวันสุดท้ายจะมาเยือนโดยไม่บอกกล่าว
…คนขับรถติดไฟแดงกลางถนนปกติเหมือนเช่นทุก ๆ วัน
…แม่บ้านทำงานบ้านเหมือนทุก ๆ วัน
…คนทำงานยังเดินทางไปทำงานปกติเหมือนเช่น ๆ ทุกวัน
…แต่ใครจะคิดว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต และนาทีสุดท้ายของชีวิต ทั้ง ๆ ที่เมื่อวาน ยังทำงาน ยังช็อปปิ้ง ยังกินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัว ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย
…อยู่ ๆ คลื่นยักษ์ก็มาจากไหนไม่รู้ โถมเข้าใส่และยื้อแย่งเอาหนึ่งลมหายใจนั้นไปจากผู้คน คนแล้วคนเล่า
…นาทีสุดท้ายของชีวิตเกิดขึ้นได้เสมอ
…วันนั้นอาจจะมีหนุ่มที่ยังไม่กล้าบอกรักสาวที่ตนรัก …ยังก่อน เก็บไว้บอกพรุ่งนี้ …แต่แล้วก็ไม่มีวันพรุ่งนี้
…วันนั้นอาจจะมีสามีที่ต้องการขอโทษภรรยา …ยังก่อน เก็บไว้ขอโทษพรุ่งนี้ …แต่แล้วก็ไม่มีวันพรุ่งนี้
…วันนั้นอาจะจะมีพ่อที่ต้องการพาลูกไปเที่ยว …ยังก่อน เก็บไว้พาไปพรุ่งนี้ …แต่แล้วก็ไม่มีวันพรุ่งนี้

ไม่มีชีวิต ก็คือไม่มีโอกาส

วันนี้เรายังมีชีวิต ก็คือมีโอกาส …เราอยากทำอะไร ทำเสียแต่ตอนนี้
อย่ากลัวครับ เพราะความกลัวมันไม่เคยสร้างความทรงจำและประสบการณ์ดี ๆ ให้กับใคร
อย่าอาย เพราะคนเราไม่ได้เกิดมาเป็นพระเอก/นางเอกมิวสิค กันทุกคน ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจว่ากำลังมีใครแอบดูเราอยู่ที่หน้าทีวีหรือเปล่า
…เพราะฉะนั้นจงทำครับ ทำ ทำ ๆ ไม่จำเป็นว่าต้องสำเร็จ ไม่จำเป็นว่าต้องสมหวังทุกครั้ง แต่จงภูมิใจที่ได้ทำ
…ยังจำความกล้าตอนรักแรกกันได้หรือเปล่าครับ ถึงแม้จะอกหักไม่เป็นท่า แต่วันนี้ถ้านึกย้อนไปถึงวันนั้น มันภูมิใจนะที่ได้ทำ
…ยังจำความอายตอนออกไปขายของครั้งแรกกันได้หรือเปล่า ตอนที่ขายของได้ครั้งแรกเป็นยังไงครับ มันภูมิใจนะ
…ความกล้าตอนขึ้นบนเวทีครั้งแรก/ออกหน้าชั้นครั้งแรก…
…ความกล้าตอนบอกรักครั้งแรก…
…ความกล้าตอนขอโทษเพื่อนครั้งแรก…
…ความกล้าตอนนำเสนองานครั้งแรก…
…ความกล้าตอนพูดกับฝรั่งครั้งแรก…
………………….
…นึกให้ดี ๆ เราก็ผ่านความกลัวกันมามากมาย
ดังนั้นวันนี้สิ่งที่เป็นอยู่ ความกลัวที่ประสบอยู่ สิ่งที่ค้างคาใจอยู่แล้วไม่กล้าทำซักที เรามัวรออะไร …ออกไป ทำ ทำ ทำ ทำ ให้เหมือนกับมันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต  แล้วเราจะไม่เสียใจเลย

“ถ้าเรากลัวที่จะทำสิ่ง ๆ หนึ่ง เราจะจากสิ่ง ๆ นั้นไปอย่างไม่มีความทรงจำ”
“คนที่อยู่กับที่ ย่อมไม่มีรอยเท้า”

6 comments

  1. ก้นบึ้ง
    December 1, 2012 at 8:03 am

    โห อ่านแล้วดีมากเลยครับ
    สวัสดีคุณอ้ายคำปันอีกครั้งครับ
    ผมก้นบึ้งเองครับ จำผมได้รึเปล่า
    คุณอ้ายคำปั่น เป็นนักเขียนรึเปล่าครับ
    ผมอยากเป็นนักเขียนบ้างจังครับ
    ตอนนี้ผมทำงาน ที่เรียนมาคือด้านตกแต่งภายใน
    แต่ผมก็แบ่งเวลา ฝึกเขียนหนังสือทุกๆวันเหมือนกันครับ
    ผมวางแผนใว้ว่า ถ้าแต่งงานปลายปีหน้า แล้วจะลาออกจากงาน
    จากนั้นผมอยากเอาจริงเอาจัง ด้านการเขียนให้เต็มที่
    เวลาผมเขียนแล้วมีความสุข ยิ่งรู้ว่าคนอ่าน ได้หัวเราะกับสิ่งที่
    ผมคิด ที่ผมเขียน ยิ่งมีความสุขใหญ่ คุณอ้ายคำปันช่วยแนะนำผมหน่อย
    นะครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ ก้นบึ้งครับ นามปากกาผม

    Reply
    • จำได้ครับ ^^ ผมเป็นแค่มือสมัครเล่นครับ
      เว็ปไซต์นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเขียนของผม
      แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำเพื่อผู้อื่นตามที่ตั้งใจไว้ด้วย
      คือการส่งต่อความรู้ กำลังใจ และเรื่องราวดี ๆ ให้กับคนอื่น
      ก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาเหมือนกันแต่ก็ปฏิเสธไปเพราะยังไม่พร้อม ^^
      …อยากให้คุณก้นบึ้งวางแผนชีวิตให้ดีนะครับการตัดสินใจที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตนั้นสำคัญมาก
      ส่วนเรื่องการเขียนนั้น คงต้องไปขอความเห็นจากนักเขียนมืออาชีพแล้วละ เพราะผมแค่มือสมัครเล่น แต่ก็พอจะแนะนำได้นิดหน่อย
      …ผมเคยไปเรียนวาดรูปมา เขาบอกว่าจิรตกรแต่ละคนมีลายเส้นไม่เหมือนกันเลย คือแต่ละคนมีเส้นเป็นของตัวเอง
      ส่วนนักเขียนนั้นเท่าที่ผมได้อ่านผลงานมาก็พบว่าแต่ละคนก็มีคำเป็นของตัวเองเช่นกัน
      เช่น ถ้าคำที่บรรยายง่าย ๆ ก็หุน่มเหมืองจันทร์ คำที่ดูวัยรุ่นและไหลลื่นก็นิ้วกลม คำที่ออกเหงา ๆ แต่งดงามก็ทรงกลด บางยี่ขัน เป็นต้น
      ผมก็อ่านผลงานของนักเขียนอยู่ไม่กี่คนหรอกครับ ลองหานักเขียนที่ใช้คำแบบที่เราชอบแล้วลองพัฒนาเป็นคำของตัวเองดูนะครับ ^^!
      ผมก็แนะนำได้แค่นี้แหละครับ …ถ้ามีบล็อกหรือว่าเว็ปไซต์ก็ลองเอามาแลกเปลี่ยนกันดูนะครับ
      ..สวัสดึครับ

      Reply
  2. ขอบคุณมากเลยครับ ผมดีใจมากๆ
    ที่คุณอ้ายคำปันตอบผม อาจจะเป็นเพราะผมเพิ่ง
    เข้ามาในสังคมออนไลน์ เมื่อไม่นานมานี้เองครับ
    สำหรับคำแนะนำของคุณอ้ายคำปััน ผมจะนำไปปฏิบัติครับ
    สำหรับนักเขียนที่ผมติดตามมากที่สุด คือคุณสมคิด ลวางกูร
    อาจเป็นเพราะมีประวัติชีวิต คล้ายๆกันแต่คุณสมคิด หนักกว่าผม
    ตั้งแต่ผมศึกออกมา แล้วก็มาทำงานที่เดิม ผมไม่มีความสุขเลยครับ
    ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง อยากรบกวนคุณอ้ายคำปัน ซักเรื่อนนึงนะครับ
    คือว่า คุณอ้ายคำปัน พอรู้จักคนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการเขียนหนังสือ
    รึเปล่าครับ ผมอยากรู้รายละเอียด ว่าวิถีชีวิตเส้นทางนักเขียนพอกินรึเปล่า
    ในแต่ละเดือน ตัวผมเองไม่เท่าไหร่ครับ แต่ยังมีแม่และพ่อที่ต้องดูแล
    จึงต้องรู้ข้อมูลพวกนี้ ก่อนตัดสินใจ ขอบคุณมากนะครับ คุณอ้ายคำปัน

    Reply
    • ไม่ทราบเลยครับ เข้าใจว่าแต่ละคนรายได้ต่างกัน บางคนหนังสือขายดีก็รายได้ดีหน่อย (อันนี้ก็แน่นอนอยู่แล้ว ^^!)
      ส่วนเรื่องเปอร์เซ็นต์การแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์นั้นแนะนำให้ลองอีเมล์ไปสอบถามกับ บก. ของสำนักพิมพ์ดูครับ
      ผมเห็นหนังสือของหลายสำนักพิมพ์เขาให้เมล์ติดต่อกับ บก. ไว้ คงเพื่อเปิดรับนักเขียนใหม่ ๆ
      ก็ลองดูนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ ^^

      Reply
  3. ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ ตอนนี้ผมยังเป็นหนึ่งในนั้น คนที่เอาแต่หนีปัญหา คนที่มาพร้อมข้ออ้างสารภาพมากมาย ผมไม่เคยรู้สึกว่าวันไหนผมมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มทีเลย..แต่พอได้อ่านบทความของท่านแล้วมีกำลังใจมากเลยครับ

    ยังไงจะลองใช้ชีวิตให้เต็มที่ดูบ้างครับ จะพยายามไม่อายอีกต่อไป (ซึ่งคงต้องใช้เวลา) แต่จะทำให้เต็มที่ครับ 🙂

    ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *