วิธีคิด วิธีทำงาน นิทานเรื่อง “ลิฟต์ช้า”

สวัสดีครับ นานมาแล้วผมได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งอ่านจากชื่อหนังสือแล้วก็ชวนให้อยากอ่าน หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Art Of Problem Solving หรือแปลเป็นไทยว่า “ศิลปะในการแก้ปัญหา” จากวันนั้นถึงวันนี้ได้เกีอบปีแล้วยังอ่านไม่จบเลย หลังจากซื้อมาอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างอ่านยากมาก เหมือนว่าคนแปลจะแปลโดยยึดติดกับคำศัพท์มากเกินไป ไม่พลิกแพลงให้เข้ากับเนื้อหาของบทความ เนื้อหาบางตอนอ่านไปแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ ต้องพยายามเดาเองว่ามันถูกแปลมาจากคำศัพท์อะไร แต่อย่างไรก็รู้สึกขอบคุณคนแปลนะครับที่ทำให้ผมได้มีโอกาสได้รู้จักหนังสือที่สอนวิธีในการแก้ไขปัญหาที่สุดยอดเล่มนี้ “The Art Of Problem Solving” วันนี้ผมจีงของนำนิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มนี้มาผู้อ่านได้อ่านกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะช่วยจุดประกายเล็ก ๆ เป็นแนวคิดที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาที่ตัวเองกำลังประสบได้

ผู้จัดการของตึกสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่ง ได้รับคำตำหนิอย่างมากเกี่ยวกับความเชื่องช้าของลิฟต์ในตึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลางาน เนื่องจากบางบริษัทที่เช่าสำนักงานอยู่ในตึกนี้ขู่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นถ้าหากทางผู้จัดการยังไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางผู้จัดการจึงตัดสินใจว่าจะต้องแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ผู้จัดการได้เรียกประชุมกลุ่มวิศวกรที่ปรึกษาที่มีความชำนาญในการออกแบบระบบลิฟต์ หลังจากที่พวกเขาสำรวจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทางวิศวกรที่ปรึกษาจึงได้เสนอวิธีแก้ไขด้วยกัน 3 แบบ คือ
1. เพิ่มจำนวนลิฟต์
2. เปลี่ยนลิฟต์ที่มีอยู่บางตัวด้วยลิฟต์ที่วิ่งเร็วกว่า
3. ติดตั้งระบบควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ควบคุมการทำงานของลิฟต์ทั้งหมดให้เร็วขึ้น

ทางวิศวกรที่ปรึกษาได้คำนวณค่าใช้จ่ายและประโยชน์โดยวิธีการทั้ง 3 ข้อนี้ พวกเขาสรุปได้ว่า การเพิ่มจำนวนลิฟต์หรือการเปลี่ยนลิฟต์ที่มีอยู่บางตัวด้วยลิฟต์ที่วิ่งเร็วกว่าเท่านั้นที่สามารถทำให้การบริการดีกว่าเดิม แต่ว่าต้นทุนของวิธีการทั้งสองสูงกว่าประโยชน์ที่ทางผู้จัดการจะได้รับมาก ดังนั้นถ้ากล่าวกันจริง ๆ แล้ว ไม่มีวิธีใดที่ดีพอที่ควรจะใช้เลย บรรดาวิศวกรจึงปล่อยให้ผู้จัดการตึกเป็นคนตัดสินใจปัญหาเอง

ผู้จัดการตึกจึงเรียกประชุมบรรดาลูกจ้างทุกคนเพื่อขอความคิดเห็นว่ากันตามจริงแล้วผู้จัดการน้อยคนนักที่จะปฏิบัติเช่นผู้จัดการตึกท่านนี้ เขาพูดถึงปัญหาของลิฟต์ให้บรรดาลูกจ้างฟังและขอความคิดเห็นจากลูกจ้างที่เข้าประชุม ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อแนะนำหลายอย่าง แต่ว่าข้อคิดเห็นนั้นก็ถูกยกเลิกไปก่อนที่จะผ่านวาระการประชุมเสมอ

การประชุมเริ่มดำเนินการช้าลง จนกระทั่งชายหนุ่มผู้หนึ่งซี่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของแผนกบุคคลและได้นั่งเงียบมาตลอดได้ขอแสดงความคิดเห็นของเขาบ้าง เขาอธิบายความเห็นของเขาอย่างสั้น ๆ และกินเวลาครู่เดียว

ทุกคนในที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขาทันที

หลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ก็ไม่มีเสียงบ่นจากผู้ใช้ลิฟต์อีกเลย ปัญหาต่าง ๆ ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาก็น้อยมาก

วิธีการที่ทางผู้จัดการใช้คือ เขาได้ติดตั้งกระจกขนาดใหญ่บนผนังข้าง ๆ ลิฟต์ของทุก ๆ ชั้น

ชายหนุ่มสมองใสคนนั้นใช้หลักจิตวิทยาเข้าช่วยในการคำนึงถึงสาเหตุที่คนบ่นว่าลิฟต์ช้า เขาคิดว่าความเบื่อหน่ายในการรอลิฟต์เป็นสาเหตุดังกล่าว แท้จริงแล้วช่วงเวลาที่คนเหล่านี้รอลิฟต์ค่อนข้างน้อยมาก แต่พวกเขาคิดว่านาน เพราะพวกเขาไม่มีอะไรทำในระหว่างที่ยืนรออยู่ ชายหนุ่มคนนี้เสนอบางสิ่งบางอย่างให้คนพวกนี้ทำคือ ให้พวกเขามองดูตัวเองและผู้อื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศตรงข้าม) ในกระจก สิ่งนี้ทำให้ทุกคนที่รอลิฟต์มีอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่เบื่อหน่าย ทำ

ข้อคิด : ปัญหาหนึ่ง ๆ ย่อมมีวิธีแก้ไขได้หลายแบบเสมอ

อย่ายึดติดกับกรอบการแก้ไขปัญหาที่ยึดถือปฏิบัติตาม ๆ กันมา แต่จง “นอกกรอบ” ครับ “เหมือน คือ ไม่แตกต่าง” เป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่านครับ

ขอบคุณ: หนังสือ The Art Of Problem Solving ศิลปะในการแก้ปัญหา โดย Russell L. Ackoff เรียบเรียงโดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ

2 comments

  1. ขอบคุณจริงๆที่เอาบทความดีๆมาให้ ผม และ คนอื่นๆได้อ่าน

    ผมติดตามเว็บนี้มาตลอด เวลาไม่มีกำลังใจอยากทำงาน ก็เข้ามาอ่านเรื่องราวดีที่แห่งนี้เสมอ

    อย่าเพิ่งตีจากไปไหนนะครับ เป็นกำลังใจให้เจ้าของเว็บ และคนที่เข้ามาเว็บนี้ด้วย

    ขอบคุณจากใจริง

    Reply
  2. ขอบคุณมากขอเป็นกำลังใจให้สร้างสรรสิ่งดีๆอย่างนี้อีก

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *