ข้อคิดเล็ก ๆ เก็บมาฝาก จากหนังเรื่อง “สุดเขต สเลดเป็ด”

…สวัสดีครับ  บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังที่ชื่อว่า “สุดเขต สเลดเป็ด” ตอนแรกคิดว่าเป็นแนวคอมมาดี้ตลก กุ๊กกิ๊ก ขำ ๆ ทั่วไป แต่พอมาดูแล้วกลับได้ข้อคิดดี ๆ เยอะเหมือนกัน ทำให้ต้องมานั่งคิดต่อ เพราะมันยังติดอยู่ในใจ …อะ! ไหน ๆ ก็คิดแล้วลองทำเป็นบทความซะเลยจะเป็นไร ก็เลยถือโอกาสช่วงหยุดวันแรงงาน ลองเขียนเป็นบทความดู ใช้เวลาไปเกือบ 2 คืนครับ พอดีมือใหม่  ก็ลบ ๆ เขียน ๆ อยู่หลายรอบ แฮะ ๆๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะ สามารถ Feedback มาได้นะครับทั้งทางเมล์และคอมเมนท์



“แลกบัตรไปทำไม”

มาจากตอนที่สุดเขตจะขึ้นตึกแล้วยามสั่งให้แลกบัตร สุดเขตเลยถามว่า “พี่ครับแลกบัตรไปทำไม ไม่แลกได้มั้ย?”

…หนังเรื่องนี้เปิดฉากการปรากฎตัวของสุดเขต(พระเอกของเรื่อง)ฉากแรกด้วยคำถามที่ผมคิดว่าน่าจะติดอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน แม้กระทั่งตัวผมเอง “แลกบัตรทำไม?” แลกบัตรแล้วยังมีปัญหาของหายอยู่หรือเปล่า? คำตอบก็คือของยังหายอยู่เหมือนเดิม เหมือนกับการแลกบัตรเข้าที่จอดรถเมื่อก่อน ถามว่าแลกบัตรแล้วช่วยกันรถหายได้มั้ย? คำตอบก็คือไม่ได้ รถยังหายอยู่ …แล้วการแลกบัตรมันช่วยอะไรได้? …เพราะมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว หรือเพียงเพราะเห็นว่าคนอื่นทำจึงทำตาม ๆ กันมาโดยไม่คิด ? เดี๋ยวนี้ดีหน่อยห้างสรรพสินค้าบางแห่ง เวลาเข้าที่จอดรถไม่ต้องแลกบัตรแล้ว ทำให้ประหยัดเวลาและบุคคลากรไปได้เยอะ
…ครั้งหนึ่งผมก็เคยถามยามคล้าย ๆ กับสุดเขตนั่นแหละ “แลกบัตรไปทำไม?” “มันช่วยป้องกันของหายได้มั๊ย?” …ไม่ขอพูดถึงคำตอบนะครับ ใครอยากรู้ต้องไปถามดูเอง ^^

…อีกอันหนึ่งคือยามรถไฟฟ้าใต้ดินตรวจสัมภาระ คือผมเป็นคนทำงานไอทีต้องแบกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คติดตัวเวลาต้องออกไปให้บริการลูกค้า แล้วเวลาเดินผ่านประตูมันก็ร้อง แล้วยามก็ให้เปิดกระเป๋าตรวจ ผมก็เปิดนิดเดียวให้พอรู้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค ยามก็เอาไปฉายส่องแว็ปเดียวก็ให้ไป ก็เจอแบบนี้จนชินเวลาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ผมเคยถามว่า “ถ้าผมพกระเบิดมาด้วยจะรู้มั้ย?” …ไม่มีคำตอบจากยามที่ท่านถาม …มีเพียงรอยยิ้มแห้ง ๆ กับสายตาปริบ ๆ คู่หนึ่ง แล้วเราก็จากกัน พอจะเดาได้ว่ายามคนนั้นไม่ได้ถูกสอนมาให้ตอบคำถามนี้ …เพียงเพราะมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้วจนไม่มีวิธีการที่ดีกว่า มันคือกฎ หรือเพียงเพราะทำตาม ๆ กันมา …บางที่ก็อดคิดไม่ได้ว่า …เอ..แล้วถ้ามีคนพกระเบิดลงไปจริง ยามผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะล็อกตัวผู้ร้ายไม่ให้เข้าไปถึงตัวชานชลาได้ไหม? …แล้วมันเคยมีข่าวว่ายามจับคนพกระเบิดลงรถไฟฟ้าใต้ดินไหม? คิดในแง่ดีก็คือคนร้ายเห็นยามตรวจของแล้วไม่กล้า …ก็ว่ากันไปครับ ทิ้งไว้เป็นคำถามชวนให้เพื่อน ๆ ฉุกคิดเล่น ๆ ^^!

พูดถึงตรงนี้ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งพูดถึงในหนังสือเรื่อง Secrets of the Millionaire Mind หรือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เรื่องมีอยู่ว่า
…ผู้หญิงคนหนึ่งเล็มขอบแฮมออกทุกครั้งที่ทำอาหาร สามีของเธอจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “ทำไมเธอถึงเล็มขอบแฮมทิ้ง?” เธอตอบว่า “ก็แม่ฉันทำอย่างนี้นะสิ” และบังเอิญว่าแม่ของเธอมาร่วมมื้อเย็นด้วยในคืนนั้น พวกเขาจึงถามท่านว่าทำไมท่านจึงเล็มขอบแฮมทิ้ง แม่ตอบว่า “ก็แม่ของแม่ทำอย่างนี้นะสิ” ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจโทรไปถามคุณยายถึงสาเหตุที่ท่านเล็มขอบเแฮมทิ้ง คำตอบที่ได้รับก็คือ “ก็เพราะกระทะของยายเล็กไปนะสิ!”

…ฟังเรื่องนี้แล้วอย่าลืม “ทำไม….?” กันเยอะ ๆ นะครับ “ทำไมร้านกาแฟถึงต้องเปิดเพลงเสียงดัง?”, “ทำไมต้องเปิดไฟใส่หมวกทั้งที่กลางวันแสก ๆ ?”, “ทำไมถังขยะในกรุงเทพฯ ถึงหายไป?”, ….



“คนที่แพ้แล้วยังยิ้มได้ คือคนที่เก่งกว่าคนชนะ”

สุดเขตไปออดิชั่นรอบแรกแล้วไม่ผ่าน
กรรมการ: “มึงอมยิ้มทำไมนะ ไม่ผ่านนะโว้ย!”
สุดเขต: “คือพ่อผมสอนไว้นะครับ ว่าถ้าคนแพ้แล้วยังยิ้มได้ คือคนที่เก่งกว่าคนชนะครับ”

…คนที่พ่ายแพ้ ล้มเหลว ผิดหวัง โดนหักหลัง …แล้วยังยิ้มได้ เป็นคนที่น่าเกรงขามมากนะผมว่า อาการนี้มันแสดงให้เห็นว่าเขาคนนั้นเป็นคนใจกว้าง ใจใหญ่ มีน้ำใจนักกีฬา ไม่อาฆาตพยาบาทหรือผูกใจเจ็บกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนั้นเขาจึงคู่ควรกับความยิ่งใหญ่ที่ฟ้าจะประทานให้ในอนาคต



“หลักการผู้ชายนับสาม คือ เวลาเราทำอะไรต้องตั้งใจทำทั้งหมดสามครั้ง ถ้าครั้งแรกไม่ได้ ครั้งที่สองต้องลองใหม่ ถ้าครั้งที่สามยังพลาดต้องทำใจ เริ่มต้นใหม่นับหนึ่งใหม่กับสิ่งใหม่อีกครั้ง”

สุดเขตออดิชั่นไม่ผ่านแล้วกลับไปหาพ่อ แล้วบอกพ่อว่าจะไปอีก 2 ครั้งให้ครบ 3 ครั้ง พ่อก็เลยพูดถึงหลักการผู้ชายนับสามที่แม่ของสุดเขตได้เคยสอนสุดเขตไว้ แล้วสุดเขตอธิบายออกอากาศ

…ผมเห็นด้วยเต็มที่กับหลักการนี้ คนเราทำอะไรต้องพยายามไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ครั้งแรกให้ถือว่าลองสนาม ครั้งที่สองเก็บประสบการณ์ ครั้งที่สามจะถอยหรือนับหนึ่งใหม่ …มีคนกล่าวว่า “ผมยอมล้มเหลวถึง 99 ครั้ง เพื่อแลกกับสำเร็จครั้งที่ 100 เพียงครั้งเดียว” ความสำเร็จเพียงครั้งเดียวก็สามารถลบล้างความล้มเหลวที่มากมายที่ผ่านมาได้ คำถามคือใครจะอดทนเพื่อที่จะล้มเหลวได้ถึง 99 ครั้ง …ขอตอบด้วยคลิปนี้ครับ Get up! ล้มแล้วลุก



“ถึงหน้าเราจะหล่อสู้ไม่ได้ แต่หัวใจเราหล่อมาก”

ถือว่าเป็นประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ มาจากจุดไคล์แมกซ์ของเรื่อง ตอนที่สุดเขตไปหามะยมตอนที่กำลังเดทกับก้อง
สุดเขต: “มะยม! ฟังเราก่อนนะ …เราจะมาบอกเธอว่า เราหล่อนะ เราหล่อกว่าพี่ก้องของเธออีก ถึงหน้าตาเราจะหล่อสู้ไม่ได้ แต่หัวใจเราหล่อมาก”

…หมัดเด็ดของผู้ชายที่ไม่ได้หล่อ ไม่รวย แต่ต้องการพิชิตใจผู้หญิงที่หมายปอง ก็คือการนำเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมากแสดง ให้เธอคนนั้นเห็นว่า มันพิเศษมากแค่ไหน มันควรคู่กับเธอมากแค่ไหน
…ใครที่มีหัวใจหล่อ ๆ ก็รีบ ๆ เอาออกมาแสดงกันหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะหมดหล่อกันซะก่อน ^^!



“เราไม่ได้ทำสิ่งที่โลกชอบ เราทำสิ่งที่เราชอบ”
เป็นคำพูดหลังจากตอนที่สุดเขตโดนมะยมตบหน้า
มะยม: “นายคิดอะไรของนายอะ ในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรอย่างนายแล้ว”
สุดเขต: “เราไม่ได้ทำสิ่งที่โลกชอบนิ เราทำสิ่งที่เราชอบ”

…ประโยคนี้ฟังผ่าน ๆ แล้วอาจไม่รู้สึกอะไร ต้องฟังแล้วเก็บไปคิดให้ตกผลึกซักพัก
…หลาย ๆ คนยอมก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่คนอื่นชอบ โดยที่ตัวเองไม่ได้ชอบจริง ๆ
“ทำไมต้องเรียนสาขานี้ ?” เพราะแม่อยากให้เรียน แม่ชอบ
“นายเก่งออก ทำไมต้องมาเป็นข้าราชการเล็ก ๆ ในชุมชนห่างไกลความเจริญอย่างนี้ด้วย?” …เราไม่ได้ชอบหรอก พ่อแม่เราเห็นว่างานข้าราชการมันมั่นคงดี เลยไม่อยากขัดใจท่าน
“ทำไมต้องซื้อรถด้วย เห็นยังใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่เลย ?” ก็แฟนเราไม่อยากนั่งมอเตอร์ไซด์ มันร้อน
“ทำไมต้องแต่งตัวบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้ด้วย …ไม่เป็นนายเลย?” ก็แฟนเราชอบมันแนวดี ไม่แต่งเดี๋ยวโกรธ

ฯลฯ
…อันไหนที่เราทำแล้วมันรู้สึกฝืน ๆ ขัด ๆ นั่นแสดงว่าเรากำลังทำสิ่งที่ไม่ได้ชอบ ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ
…หลาย ๆ คนทำสิ่งที่เขาชอบจริง ๆ อย่างสุด ๆ จนคนอื่นต้องหันมามอง แล้วก็ร่วมชอบกับเขาด้วย …คนประเภทนี้มันทำให้ขนลุกนะผมว่า

 



“ถ้าต้องดูหนังภาคต่อ ขอดูหนังเรื่องใหม่ดีกว่า”

เป็นคำพูดของมะยมตอนเปิดใจกับ ก้อง รักแรกของมะยมสมัยวัยเด็ก ที่ต้องจากกันเพราะก้องไปเรียนต่อเมืองนอก จากกัน 10 ปี ก้องกลับมาพร้อมกับต้องการหวลคือความรักอีกครั้ง
มะยม: “ถ้าเกิดนี่เป็นหนัง เรื่องของพี่อะ ตอนจบมันคงเป็นตอนที่พี่ไปเรียนต่อที่เมืองนอก ที่เรากำลังทำกันอยู่เนี่ยอะมันเป็นภาค 2”
ก้อง: “แล้วยังไงอะ?”
มะยม: “มะยมรู้ตัวเองดีคะ ว่าถ้าเกิดต้องดูหนังภาคต่อ มะยมอยากดูหนังเรื่องใหม่มากกว่า”
ก้อง: “มะยมรีบไปเถอะ! เดี๋ยวหนังใหม่จะจบซะก่อน”

…บางครั้งหนังภาคต่อ มันก็ไม่ได้ต่อเนื่องจากภาคแรก บางทีเปลี่ยนเรื่องราวไปเลย เปลี่ยนแนว เปลี่ยนตัวแสดง …ถ้าหนังภาคแรกมันไม่ดีจริง คงมีไม่กี่คนหรอกที่จะอดใจทนรอดูหนังภาค 2
…แต่ถ้าวันนี้เลือกได้ ผมว่าทำรักของคุณให้เป็นเหมือนหนังที่ดูไม่มีวันจบนั่นแหละดีที่สุด



“ชีวิตทุก ๆ คนต้องดูแลตัวเอง คนเรานะอยู่อย่างคนแพ้บ้างก็ได้”
มาจากตอนที่สุดเขตโดนมะยมตบหน้าแล้วหนีเตลิดไป แล้วมะยมไปตามหาถึงบ้านของสุดเขต พ่อเลยเลยปลอบว่า “หนูไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น …ชีวิตทุก ๆ คนต้องดูแลตัวเอง คนเรานะอยู่อย่างคนแพ้บ้างก็ได้ นอกเสียจากหนูจะรู้สึกว่าไอ้มันแพ้นะ มันเข้าใจผิด”

…บางครั้งการอยู่อย่างคนแพ้ มันก็ให้ความรู้สึกที่แปลกดีเหมือนกันนะผมว่า
…ถ้าไม่ลองล้มซักครั้งหนึ่ง คงไม่รู้หรอกความห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อเรามันยิ่งใหญ่มากแค่ไหน
…ถ้าไม่อกหัก คงไม่รู้หรอกว่าเพื่อนมีความสำคัญมากแค่ไหน มีรุ่นพี่คนหนึ่งถามผมว่า “อกหัก ทำอย่างไรดี” ผมตอบได้เลยว่า “อยู่กับเพื่อนให้มาก” อยู่ให้ได้ตลอด 24 ชม. ก็ยิ่งดี (อันนี้ถ้าเพื่อนไม่ยอมอยู่ด้วยละก็ ไปอยู่เซเว่นก็ได้เพราะมันเปิดรอเรา 24 ชั่วโมง ฮ่า ๆๆ มุขละ) อาการแรกของคนอกหักคือ เหงาจับใจ …จากชีวิตที่เคยมีคน ๆ หนึ่งที่เป็นเสมือนโลกทั้งใบของเรา แต่อยู่วันหนึ่งโลกใบนั้นมันกลับหายไปเฉย ๆ คำถามแรกที่เกิดขึ้นจากข้างใน คือ “แล้วฉันจะอยู่อย่างไร ? ในเมื่อไม่มีคุณ” (อันนี้น่าจะคุ้นกันดี …เพลงหลาย ๆ เพลง หนัง/ละครหลาย ๆ เรื่อง และชีวิตจริงของใครหลาย ๆ คน เจอบ่อยกับประโยคคำถามนี้) …ตอบ… ก่อนอื่น ให้ลองหลับตา นึกถึงคนรอบข้าง ในยามทุกข์และยามสุข มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างเรา กลับไปหาคนเหล่านั้น แล้วใช้เวลาอยู่กับคนเหล่านั้นให้มากที่สุด

ในวันที่โลกแห่งความฝันมันพังทะลายลงไป คนเราต้องอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงให้ได้



บางครั้ง วินาทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชายมาจากกุญแจดอกเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ผู้หญิง”

เป็นประโยคจากดีเจอันเดอร์ที่พูดก่อนที่หนังจะตัดไปฉากการซ้อมเต้นของมะยมและเพื่อน ๆ เพื่อเข้าร่วมการออดิชั่นรอบที่ 3 ของสุดเขต

…ถือว่าเป็นคำพูดใช้ได้ไม่เบา เพราะบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จแล้วและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เช่น พตท.ทักษิน ชินวัตร อดีตเจ้าของ AIS, เสี่ยตัน ภาสกรนที (ตัน โออิชิ) และ คุณบัณฑิต อึังรังษี วาทยากรระดับโลก ต่างให้การยอมรับว่า “คู่ชีวิต” มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในวันนี้ของพวกเขา
…ผมว่าชีวิตของผู้ชายมันก็เหมือนกับกล่องของขวัญใบใหญ่ ๆ ใบหนี่ง ที่ในนั้นบรรจุทั้ง อุดมการณ์ ความบ้า ความทะยานอยาก ความฝันที่ใหญ่จนไม่รู้จะใหญ่ไปไหน …อยากเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง นักกีฬาระดับโลก ยอดนักธุรกิจพันล้าน สุดยอดซีอีโอ …ความสำคัญของกล่องของขวัญใบนี้ก็คือต้องเปิดมันออกให้ได้ หลายคนเปิดได้ตั้งแต่เกิด หลายคนไม่คิดที่จะเปิดเลยทั้งชีวิต หลายคนเปิดได้แต่ต้องแลกด้วยลำบากและอุปสรรคมากมาย …และหลายคนเปิดได้ด้วย กุญแจดอกเล็ก ๆ เพียงดอกเดียว กุญแจดอกเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ผู้หญิง” …คนที่เข้ามาอยู่ข้าง ๆ ช่วยเราค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ วางแผน ค่อย ๆ ทำ ร่วมทุกข์ รวมสุข และพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด

ขอบคุณ: ภาพยนต์ดี ๆ เรื่อง “สุดเขต สเลดเป็ด” โดยยอร์ช ฤกษ์ชัย จาก M39

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *